Zero Waste Society

Zero Waste Society คืออะไร ?

          หากแปลตรงตัว Zero เท่ากับ ศูนย์ และ Waste ก็หมายถึงขยะ ดังนั้น Zero Waste Society ก็เป็นอะไรที่แปลได้ตรงตัวเลยก็คือ สังคมไร้ขยะ นั่นเอง ซึ่งกระแส Zero Waste นั่นเริ่มขึ้นจากการเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และ มลภาวะต่าง ๆ จากขยะ ที่เกิดจากการบริโภคของมนุษย์ ซึ่งมากเกินกว่าจะกำจัดได้ ทำให้เกิดกระแส Zero Waste ขึ้นมาเพื่อมารณรงค์ให้ทุกคนใส่ใจเรื่องการทิ้งขยะในแต่ละวัน เพราะขยะในแต่ละวันของทุกคนนั้นคือปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะมีขยะบางประเภทที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ หรือ ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน  ทำให้ขยะเหล่านั้นไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และ การอยู่อาศัยของสัตว์ในป่า และ มหาสมุทร จนเกิดภาพชวนหดหู่มากมาย อย่างภาพปูเสฉวนใช้กระป๋องแทนเปลือกหอย เต่าที่มีหลอดน้ำแทงอยู่ในรูจมูก และ อีกหลายภาพมากมายที่เป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ปัจจุบัน

โดยหลักการของ Zero Waste นั้นก็มีอยู่ไม่กี่ข้อ และ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจ หลักการที่ว่าก็คือ 1A3R นั่นเอง ได้แก่

  • Avoid คือการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดขยะเพิ่ม เช่นการไม่ซื้อของที่บรรจุมาในบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้งเลย (ถุงแกงเป็นต้น) หรือก็คือ การใช้ชีวิตโดยพยายามผลิตขยะให้น้อยที่สุดนั่นเองค่ะ
  • Reduce การใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดขยะน้อยลง อย่างการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้กล่องข้าวแทนกล่องโฟม หรือมช้วัสดุที่คงทน สามารถใช้งานได้นาน และใช้ซ้ำได้ แทนพลาสติก Single use ที่ใช้ครั้งเดียวต้องทิ้งนั่นเองค่ะ
  • Reuse การนำสิ่งของต่าง ๆ กลับมาใช้ใหม่ ง่าย ๆ เลย อย่างการใช้กระดาษทั้งสองหน้าก็ถือว่าเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ การนำแก้วน้ำพลาสติกที่ได้มาเวลาซื้อน้ำ ซื้อกาแฟ มาใช้เป็นกระถางต้นไม้ การนำขวดน้ำมาทำเป็นที่ให้น้ำต้นไม้ เพื่อลดขยะ แถมยังลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
  • Recycle การหมุนเวียนนำหลับมาใช้ใหม่ อย่างเช่นการเอาเศษอาหารที่เรากินเหลือไปหมักเป็นปุ๋ยสำหรับผักในสวน

เรียกได้ว่าไม่มีอะไรยากและซับซ้อนเลยใช่ไหมคะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำได้ เพราะต้องใช้ความมีระเบียบ ความมีความรับผิดชอบที่สูงมาก แต่หากทำได้สิ่งที่คุณช่วยคือ โลกใบนี้ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของเรา เป็นบ้านของเรา รวมทั้งได้ช่วยชีวิตสัตว์อื่น ๆ  ที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร และ ไม่ได้เป็นผู้ผลิตขยะ แต่ต้องมารับกรรมที่ไม่ก่อ ได้อีกด้วย ซึ่งการจะใช้ชีวิต Zero Waste เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ เพราะปัจจุบันมีร้านที่ขายของ Zero Waste มากมายให้คุณได้เลือกใช้ เลือกรักษ์โลกกัน

Blockdit

พามาทำความรู้จักกับสังคมออนไลน์ใหม่สำหรับคนชอบอ่านชอบเขียนอย่าง Blockdit

          ในปัจจุบันสังคมออนไลน์ ถือเป็นอีกสังคมใหญ่ของเด็กรุ่นใหม่ รวมทั้งคนในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น Facebook, Twitter  และ Instagram แต่วันนี้เราจะมาแนะนำแอพฯ ที่พึ่งเปิดตัวไม่นาน ที่เหมาะสำหรับนักอ่าน และ นักเขียนอย่าง Blockdit เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาทำความรู้จักกับ Blockdit กันเลยค่ะ

Blockdit คืออะไร?

โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางเสพข่าวสารหลักในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว แต่หลายครั้งเราก็จะเจอเนื้อหาที่เราไม่ชอบ เช่น การอวดของเพื่อน การคลิกเบต ข่าวปลอม และข่าวสารนั้นก็อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Blockdit (บล็อกดิต) แพลตฟอร์มโซเชียลแนวใหม่ที่ตั้งใจเชื่อมความคิดดีๆ ของทุกคนเข้าด้วยกัน เริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มของคนที่ต้องการเนื้อหาคุณภาพ Blockdit ไม่มีระบบเพื่อน ดังนั้นเราจะเห็นแต่เรื่องราวของสิ่งที่เราอยากติดตามจริงๆ

Blockdit ย่อมาจากคำว่า Block + Edit ซึ่งเป็น 2 ฟีเจอร์หลักที่สำคัญ

  • Block คือการนำเสนอในรูปแบบของ Block หรือ “กล่องข้อความ” ทำให้อ่านง่าย และมีรูปประกอบ ทำให้อ่านเรื่องยาวๆ แล้วสนุกขึ้น
  • Edit คือการเปิดให้ทุกคนเขียน และแบ่งปันความรู้กันในสังคมได้ ทุกคนสามารถเป็น Editor หรือ บรรณาธิการของเพจตัวเองได้

วิธีการใช้งาน

Blockdit มีหน้าการใช้งานหลัก 5 หน้า

หน้าแรก

นำเสนอโพสต์ที่เราติดตาม และโพสต์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งาน

สำรวจ

นำเสนอโพสต์ทั้งหมดของผู้ใช้งานที่เราไม่ได้ติดตาม ซึ่งโพสต์จะถูกเรียงจากข้อมูลเชิงสถิติของระบบ

ยอดนิยม

นำเสนอโพสต์ที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น

แจ้งเตือน

เป็นหน้าที่เอาไว้ดูการแจ้งเตือน เวลามีใครมาคอมเมนต์ในโพสต์ของเรา

ผู้ใช้งาน

ระบบการจัดการบัญชีต่างๆ เช่น การแก้ไขข้อมูลส่วนตัว, การกำหนดชื่อผู้ใช้งานของเรา, การเก็บโพสต์ที่น่าสนใจผ่านบุ๊กมาร์ก, การบันทึกกิจกรรมผู้ใช้งาน, การจัดการเพจ, จัดการบูสต์, ตั้งค่าแจ้งเตือน, เปลี่ยนภาษา, การใช้โหมดกลางคืน

เพจ ต่างจากบุคคลอย่างไร ทำไมเราต้องสร้าง เพจ

เพจ เปรียบเสมือนบริษัทที่สามารถร่วมกันจัดการ และสามารถโอน เพจ ไปให้บุคคลอื่นจัดการได้

  • เพจ สามารถกำหนดเวลาโพสต์ได้
  • เพจ สามารถร่างโพสต์เพื่อบันทึกร่างได้
  • เพจ สามารถสร้างซีรีส์ วิดีโอ และพอดแคสต์ได้
  • เพจ สามารถปักหมุดโพสต์ได้
  • เพจ สามารถเลือกหมวดหมู่ เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของเพจได้มากขึ้น
  • เพจ รองรับระบบผู้ดูแลหลายบทบาท แบ่งออกเป็น เจ้าของ, ผู้แก้ไข และผู้วิเคราะห์
  • เพจ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คนจะสามารถเริ่มหารายได้
  • เพจ ไม่สามารถติดตามคนอื่นได้เหมือนบุคคล

เพจ หารายได้อย่างไร

เมื่อเพจมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คนจะสามารถกดปุ่มเปิดการหารายได้

โพสต์ที่มีสิทธิ์สร้างรายได้

โพสต์ที่ได้ดาวจะสามารถสร้างรายได้ โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • เนื้อหาของโพสต์ต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เป็นที่แรก
  • โพสต์ที่เนื้อหาส่วนใหญ่คัดลอกมาจะไม่มีสิทธิ์สร้างรายได้ ผู้จัดทำโพสต์ต้องสร้างเนื้อหาเองมากกว่า 90% ของเนื้อหาทั้งหมด
  • งานแปล งานสรุปเนื้อหา รายงานข่าว โดยมีใจความส่วนใหญ่คล้ายกับแหล่งที่มา จะถือว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่มีสิทธิ์สร้างรายได้
  • งานเรียบเรียง เล่าเรื่อง วิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น รีวิว เปรียบเทียบ โดยใช้ข้อมูลจากที่อื่น มีสิทธิ์สร้างรายได้ แต่ต้องให้เครดิตแหล่งที่มา
  • โพสต์ที่เป็นบทความต้องมีข้อความอย่างน้อย 200 ตัวอักษร
  • ถ้าโพสต์บทความมีข้อความน้อยกว่า 200 ตัวอักษร โพสต์นั้นจะต้องมีรูปที่ผู้เขียนจัดทำขึ้นเองที่มีชื่อเพจอยู่บนรูป
  • เนื้อหาต้องไม่อ้างอิงถึง Blockdit และมีโลโก้ Blockdit ที่โดดเด่น สะดุดตามากเกินไป
  • เจ้าของโพสต์ต้องไม่เสนอรางวัล หรือสิ่งตอบแทนเพื่อให้คนอ่านมีส่วนร่วมกับโพสต์นั้น
  • อย่างน้อย 90% ของเนื้อหาต้องเป็นเนื้อหาใหม่ ที่ไม่เคยโพสต์มาก่อนใน Blockdit
พฤติกรรมการเลียนแบบในสังคม

พฤติกรรมการเลียนแบบในสังคม

พูดถึงพฤติกรรมของการเลียนแบบนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่าในชีวิตมนุษย์เรานั้นการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยตัวหลัก ๆ เลยนั้นก็คือ การเลียนแบบผ่านทางตาเรานี่เอง ที่จะส่งผลต่อความทรงจำเหล่านั้น รองลงมาก็คือหู ซึ่งตรงนี้เราจะมาคุยถึงลักษณะพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กในแต่ละอย่างกันเลยครับ

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบมีลักษณะอย่างไร

ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบจะแตกต่างไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก อายุ และเพศ พฤติกรรมการแสดงออกของเด็กสามารถสะท้อนความใส่ใจและการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเขา ปัญหาพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กมีลักษณะดังนี้ เช่น

  1. ลูกมีการใช้ภาษาแปลกๆ หรือวาจาผรุสวาส สบถ หรือศัพท์แสลง
  2. ชอบนำสิ่งของเครื่องใช้ติดที่ตัวมาใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่น
  3. ติดอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เช่น ไอแพท ไอโฟน เกมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  4. ชอบใช้วลีเด็ดตามละคร ตามการ์ตูน หรือใช้คำศัพท์ที่มีผู้คิดขึ้นใหม่ๆโดยไม่รู้ความหมาย
  5. ชูนิ้วกลางเพราะเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างชาติ
  6. พูดบทสนทนาในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆที่ชื่นชอบ เช่น การ์ตูนตอนโปรด เกมการแข่งขันหรือการต่อสู้ที่เป็นฉากก้าวร้าวและกรีดร้องเพื่อเรียกร้องความสนใจ
  7. ไม่ชอบทำความสะอาดอวัยวะร่างกายและไม่ชอบอาบน้ำเอง
  8. มีปัญหาพัฒนาการทางสมองและมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ลูกชายวัยสามขวบไม่โต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่น ขาดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ดูการ์ตูนวันละหลายชั่วโมง ใช้คำพูดและภาษาที่แปลกประหลาด อีกทั้งยังพูดช้า ลูกสาววัยห้าขวบหัดแต่งหน้า ทำหน้าทำตาแปลกๆ ติดละคร ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆเวลาไม่พอใจ ลูกชายวัยเก้าขวบชอบคบกับเพื่อนรุ่นพี่ ตามไปเล่นนอกบ้านและกลับบ้านผิดเวลา บางครั้งมีปัญหาการใช้กำลังกัน มีร่องรอยการถูกทำร้ายตามร่างกาย เป็นต้น
  9. มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง เช่น ชกตีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน พกพาอาวุธไปโรงเรียน ผลักเพื่อนตกสระน้ำ เป็นต้น
  10. เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลและสั่งสอนอย่างจริงจังในวัยเด็ก จะส่งผลโดยตรงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวในวันข้างหน้าพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวในวัยรุ่นนี้อาจเกิดจากการลอกเลียนแบบ (Imitation) เมื่อเขายังอยู่ในวัยเด็กเล็กเมื่อเขาเติบโตขึ้นและมีความคิดเป็นของตัวเอง พฤติกรรมซ้ำ ๆที่เขาได้มาจากการลอกเลียนแบบจะพัฒนาไปสู่การสร้างอัตลักษณ์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวในที่สุด อัตลักษณ์ที่คงที่มีทั้งลักษณะที่ดีและไม่ดี ซึ่งเด็กแสดงออกให้เห็นถึงความชื่นชอบหรือความคลั่งไคล้ผ่านพฤติกรรม เช่น ในวัยเด็กชอบก้าวร้าวใช้กำลังโดยการทะเลาะและทำร้ายผู้อื่น เมื่อโตขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไขกลายเป็นนักเลงมีพฤติกรรมเที่ยวทะเลาะวิวาท ใช้อาวุธทำร้ายผู้คนที่ไม่มีทางสู้ ไปจนถึงทำอันตรายจนผู้อื่นถึงแก่ชีวิต

การปลูกฝังพฤติกรรมการลอกเลียนแบบในเด็กที่โรงเรียนถือเป็นสิ่งที่ครูต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพราะเด็กใช้ช่วงเวลาหนึ่งในสามของวันไปกับการเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน การเรียนรู้ทักษะภาษาและทักษะการคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ ดังนั้นครูจึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดด้วยนะครับ